ขั้นตอนทำเพลงนั้นแบ่งเป็นเรื่องหลักๆ ที่ต้องทำคือ
.
1. การแต่งเพลง
2. การทำเดโม (เพลงตัวอย่าง)
3. การเรียบเรียงดนตรี
4. การอัดเสียง บันทึกดนตรี โปรแกรมดนตรี (ทำเพลง) - Production
5. การตัดต่อ จูนเสียง มิกซ์ มาสเตอริง - Post Production
.
==================
.
1. การแต่งเพลง - การจะทำเพลงได้ ขั้นแรกสุดเลยก็ต้องมีเพลงให้ทำก่อน เราจึงต้องแต่งเพลงออกมา โดยการแต่งเพลงนั้น ไม่ได้มีวิธีที่แน่นอนว่าต้องทำอย่างไร การแต่งเพลงนั้นมีหลากหลายวิธี เช่น แต่งทำนองก่อนแล้วค่อยเขียนเนื้อร้อง หรือมีเนื้อร้องก่อนแล้วค่อยแต่งทำนอง หรืออาจแต่งเนื้อร้องและทำนองไปพร้อมกัน ซึ่งทุกวิธีใช้ได้ ถ้าทำให้เกิดเพลงขึ้นมา
.
แต่วิธีที่นิยมมากสุดในการทำงานแบบงานอาชีพ และผมก็ใช้วิธีนี้ ก็คือ การทำโครงดนตรีก่อน แล้วแต่งทำนอง แล้วค่อยแต่งเนื้อเพลง
.
การทำโครงดนตรีขึ้นมาก่อนก็คือการหาทางเดินคอร์ด ความเร็วของเพลง ให้เห็นทิศทาง อารมณ์คร่าวๆ ของตัวดนตรี เพราะในการทำเพลง ตัวดนตรีนั้นคือสิ่งที่มีข้อจำกัดมากที่สุดในการทำงาน เราจึงทำดนตรีก่อน เพื่อให้ได้ดนตรีตามต้องการ เช่น เราอยากทำเพลงแนวดิสโก แต่แต่งเนื้อและทำนองออกมาก่อน ปรากฏว่าไม่เหมาะนำไปทำเพลงดิสโก ดังนั้น เพื่อให้ได้ดนตรีตามที่ต้องการไว้ตั้งแต่ต้น ก็ใช้วิธีทำโครงดนตรีขึ้นมาก่อนเลย
.
วิธีการที่มีดนตรีขึ้นมาก่อนแล้วแต่งทำนองและเนื้อร้องลงไปในดนตรี เป็นวิธีแต่งเพลงที่มีประสิทธิภาพมาก จะเห็นว่านักทำเพลงแนวฮิปฮอปในปัจจุบัน แทบทั้งหมดก็ใช้วิธีนี้ คือทำหรือหาบีท(ดนตรี)มาก่อน แล้วค่อยแต่งทำนองและเนื้อเพลงใส่ลงไปในบีท ก็ทำให้มีเพลงใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย
.
สิ่งที่สำคัญมากสำหรับการทำเพลงในปัจจุบันก็คือ การที่เราต้องใช้โปรแกรมทำเพลงได้ เพราะการใช้โปรแกรมทำเพลงได้นั้น จำเป็นสำหรับการทำงานในทุกขั้นตอนทำเพลง
.
เช่นการแต่งเพลง เราก็ต้องใช้โปรแกรมในการอัดความคิดต่างๆ การเล่น เนื้อร้อง ทำนองที่คิดได้ เพื่อปะติดปะต่อให้เป็นรูปร่างจนเป็นเพลง ดังนั้น ถ้าอยากทำเพลงได้ ต้องใช้โปรแกรมทำเพลงเป็น (โฆษณาแฝง - ทางเพจมีคอร์สอนทำเพลงด้วยโปรแกรมคิวเบส - ไม่รู้จะเริ่มต้นทำเพลงอย่างไร แนะนำมาเรียนคอร์สนี้ครับ)
.
==================
.
2. การทำเดโม (เพลงตัวอย่าง) - พอเรามีเพลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการทำเดโมหรือเพลงตัวอย่าง เพื่อใช้ฟังและสื่อสารกันในการทำงาน เดโมคือเพลงที่เราร้องเป็นตัวอย่าง วางท่อนดนตรี ทำให้เห็นภาพของตัวเพลงว่าต้องร้องยังไง มีทิศทางของดนตรีอย่างไร มีการแบ่งท่อนอย่างไร เพื่อใช้สื่อสารกับคนอื่นๆ
.
แต่เดโมก็ไม่ได้มีการกำหนดว่าต้องทำให้ละเอียดสมบูรณ์แค่ไหน สิ่งที่ต้องนึกถึงก็คือ เราทำเดโมเพื่อให้เห็นตัวงานโดยรวม เอาไว้สื่อสาร ปรับปรุง แก้ไข และให้คิดไว้เป็นข้อสำคัญว่า เดโมนั้นคือสิ่งที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอด และสิ่งที่อัดลงไปในเดโม เราไม่จำเป็นต้องนำไปใช้จริง
.
ในขั้นตอนทำเดโมนี้ ก็จะรวมถึงการหาคีย์ที่เหมาะสมของเพลงให้ตรงกับนักร้อง และถ้าเป็นงานของผมเอง ผมจะให้นักร้องมาลองร้องตัวเพลงเป็นไกด์ไว้เพื่อให้ได้ยินตัวอย่างว่า คนร้องมีน้ำเสียงเป็นอย่างไร ให้โทนเสียง อารมณ์เพลงแบบไหน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเรียบเรียงทำดนตรีในขั้นตอนต่อไป
.
พอมีเดโมหรือเพลงตัวอย่างแล้ว เราก็ใช้เดโมนี้ในการสื่อสาร ทำงานกับคนอื่นได้ เช่น ให้นักร้องเอาไว้ฟังฝึกร้อง ว่าเพลงมีเนื้อร้องทำนองอย่างไร
.
เดโมนั้นยังมีความสำคัญในแง่การนำงานไปเสนอกับคนอื่น ไม่ว่าคุณจะไปคุยกับคนให้ทุน ลูกค้า หรือนักดนตรีคนอื่นๆ ที่คุณอยากเชิญมาร่วมงาน คุณต้องมีเดโมให้คนที่คุณคุยด้วยฟัง เพราะงานดนตรีนั้น จับต้องได้ โดยการฟังเดโม
.
ตัวอย่างคนให้ทุนในการทำงานกับคุณ อาจเป็นนายทุน เจ้าของค่ายเพลง หรือพ่อแม่ ภรรยา แต่ไม่ว่าคุณจะไปขอทุนในการทำงานจากใคร คุณต้องมีเดโมให้คนที่คุณคุยด้วยฟัง เพื่อให้เข้าใจว่าเพลงของคุณคืออะไร
.
และจากประสบการณ์ของผมเอง การทายผลแบบฟันธงว่าใครจะทำเพลงได้หรือไม่นั้น วัดกันจากการมีเดโมนี้เลย ถ้าคุณอยากทำเพลง คุณต้องมีเดโมที่เปิดเป็นเพลงให้คนอื่นฟังได้ นี่คือเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างคนที่จะมีเพลงเป็นของตัวเองได้ กับคนที่แค่อยากทำเพลงได้
.
==================
.
3. การเรียบเรียงดนตรี - พอเราได้เดโม รู้คีย์เพลง รู้ว่าใครจะร้องแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือการเรียบเรียงดนตรี
.
คำว่าเรียบเรียงดนตรีนั้น ก็คือการกำหนดว่า เพลงนี้คีย์อะไร เล่นคอร์ดอะไรบ้าง ความเร็วเท่าไหร่ มีกี่ท่อนเพลง ใช้เสียงเครื่องดนตรีอะไร และแต่ละเครื่องดนตรีจะเล่นอย่างไร
.
ในปัจจุบัน เราทำงานเรียบเรียงดนตรีบนโปรแกรมทำเพลง ซึ่งเราใส่เสียงดนตรีต่างๆ เข้าไปได้ทุกเสียง ทำให้การทำดนตรีแบบนำไปใช้จริง ก็อาจเกิดขึ้นได้จากขั้นตอนเรียบเรียงนี้ เช่น คนเรียบเรียงเป็นนักเปียโน ก็อาจนำเสียงเปียโนในขั้นเรียบเรียงนี้ไปใช้จริงได้เลย
.
แต่ก็ขอให้มองว่า การเรียบเรียงนั้น เสียงต่างๆ ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราทำงานเรียบเรียง เพื่อให้เห็นตัวเพลงที่ชัดเจน
.
==================
.
4. การอัดเสียง บันทึกดนตรี โปรแกรมดนตรี (ทำเพลง) - Production - ขั้นตอนนี้คือการใส่เสียงดนตรี บันทึกการเล่นต่างๆ เพื่อใช้เป็นเสียงจริงในเพลง
.
ซึ่งขั้นตอนนี้อาจรวมอยู่ในขั้นตอนการเรียบเรียงได้ ในกรณีที่คนเรียบเรียงเป็นคนทำดนตรีคนเดียว ก็ทำการเรียบเรียงและอัดเสียงไปพร้อมกันได้
.
แต่ในการทำงานจริงๆ มักแยกขั้นตอนนี้ออกมา เพราะเราอาจมีเครื่องดนตรีที่ต้องอัดโดยนักดนตรีคนอื่น ซึ่งการเรียบเรียงดนตรีไว้ก่อน จะมีประโยชน์มากในตรงนี้คือ คนที่มาอัดเสียงก็จะรู้ว่าต้องเล่นยังไง
.
และข้อสำคัญสุดก็คือ ถ้าคุณไปเช่าเวลาใช้ห้องอัด คุณต้องเรียบเรียงดนตรีมาให้เรียบร้อยก่อน ให้ทุกคนที่ไปอัดเสียงมีภาพชัดเจนว่าต้องอัดต้องเล่นอะไรบ้าง ถ้าคุณไม่เรียบเรียงดนตรีมาก่อน คุณจะควบคุมเวลาทำงานไม่ได้ และคุณก็จะจัดการงบประมาณในการใช้เงินไม่ได้
.
ในขั้นตอนนี้ ผมใช้คำแยกเป็นสองเรื่องคือ บันทึกเสียงและโปรแกรมดนตรี คำว่าบันทึกเสียงก็คือการอัดการร้อง การเล่นดนตรีสดไว้ เช่น อัดกีตาร์ อัดกลอง ส่วนการโปรแกรมดนตรี ก็คือการ เล่นหรือเขียนตัวดนตรีโดยใช้ Midi
ซึ่งทั้งสองขั้นตอนนี้ ทำการบันทึกในโปรแกรมทำเพลง
.
==================
.
5. การตัดต่อ จูนเสียง มิกซ์ มาสเตอริง - Post Production - เมื่อเราได้ดนตรีและเสียงร้องครบถ้วนเป็นเพลงแล้ว ก็นำเสียงทั้งหมดในเพลงนั้นไปผ่านการตัดต่อและจัดการ เพื่อให้เสียงแต่ละเสียงสมบูรณ์ที่สุด
.
เช่น เราอัดเสียงร้องมาหลายสิบเทค เราก็เลือกแต่ละท่อนที่ดีที่สุด ตัดต่อรวมกันให้เป็นเสียงเดียว และในปัจจุบัน การจูนเสียงร้องให้ตรงโน้ต โดยใช้ปลั๊กอินจูนเสียง เช่น Melodyne, AutoTune etc. ก็เป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปกติ เพื่อให้งานได้คุณภาพมากที่สุด
.
เมื่อได้เสียงทุกเสียงที่ผ่านการตัดต่อเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการมิกซ์ - การมิกซ์ก็คือการจัดการเสียงต่างๆ ที่รวมอยู่ในเพลง ให้ฟังแล้วมีความชัดเจน มีมิติ มีความดังเบาของเสียงแต่ละเสียง และให้อารมณ์เพลงออกมาตามที่ต้องการ
.
เมื่อมิกซ์เสร็จ เพลงนั้นก็จะเข้าสู่การทำมาสเตอริง ซึ่งก็คือการจัดโทนของเพลงโดยรวมทั้งหมด การจัดการความหนาแน่นของเสียง ความดังของสัญญาณเพลง ให้เพลงนั้นได้คุณภาพเสียงตรงตามความต้องการของคนทำมากที่สุด
.
การทำเพลงมีจุดสิ้นสุดตรงการทำมาสเตอริงนี้ ซึ่งเมื่อทำมาสเตอริงเสร็จ เพลงก็พร้อมใช้เผยแพร่ได้
.
==================
.
ผมย้ำอีกทีว่า "การใช้โปรแกรมทำเพลงได้" เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับคนอยากทำเพลง เพราะทุกขั้นตอนในการทำงาน เราต้องใช้โปรแกรมทำเพลงเป็นเครื่องมือหลัก
.
และด้วยความสามารถของโปรแกรมทำเพลงในปัจจุบัน ทำให้ขั้นตอนทำเพลงทุกข้อในโพสต์นี้ สามารถทำได้ด้วยคนคนเดียว บนคอมเครื่องเดียว ดังนั้นถ้าคุณเป็นคนที่ทำงานเพลงเองได้ทั้งกระบวนการ ถือว่าคุณได้เปรียบมากในการสร้างงาน เพราะคุณแทบไม่ต้องใช้รายจ่ายรายทางในการทำเพลงเลย ทำให้คุณสามารถทำเพลงได้เรื่อยๆ โดยที่ใช้ต้นทุนน้อยมาก
.
แต่การอยากอยู่ในระบบทำเพลง คุณก็ไม่จำเป็นต้องทำได้ทั้ง 5 ข้อนี้ แค่คุณต้องชัดเจนว่าคุณอยากทำอะไร เช่น เป็นนักแต่งเพลง คุณก็ควรทำข้อ 1 และ 2 ได้ จากนั้นก็หาองค์ประกอบข้ออื่นจากการจ้างหรือหาคนมาร่วมงาน

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม